องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วิถีเกษตร BCG ขับเคลื่อน เศรษฐกิจพอเพียง” และร่วมหารือความร่วมมือมูลนิธิโครงการหลวง กับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

วันที่ 28 ธันวาคม 2564 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วิถีเกษตร BCG ขับเคลื่อน เศรษฐกิจพอเพียง” พร้อมร่วมประชุมหารือความร่วมมือและการสนับสนุนทางวิชาการระหว่างมูลนิธิโครงการหลวง กับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

โดยงานวิถีเกษตร BCG ขับเคลื่อน เศรษฐกิจพอเพียง นี้ เป็นโครงการเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชน เป็นการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคกลาง-ตะวันตกด้วย BCG เพื่อตอบโจทย์ด้านการเกษตรของประเทศใน ปี 2564 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ การส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในภาคการเกษตรของประเทศตามหลักเกษตรปลอดภัย และการส่งเสริมไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งองคมนตรีได้ให้ความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมาโชบายในการลดการใช้สารเคมี และนำสารชีวภัณฑ์มาใช้ทดแทน เป็นการลดความเสี่ยงและอันตรายที่จะเกิดแก่ประชาชน มูลนิธิโครงการหลวงในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรบนพื้นที่สูง จึงได้มุ่งมั่นดำเนินการสนองตามพระบรมราโชบาย พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ สามารถผลิตชีวภัณฑ์ใช้เองในพื้นที่อีกด้วย นอกจากนี้ การที่ วว. นำนวัตกรรมเกษตรไปใช้กับโครงการส่งเสริมกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับตามแนวทางมาลัยวิทยสถาน ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยที่ไม้ดอกไม้ประดับถือเป็นหนึ่งในพืชทดแทนฝิ่นที่มูลนิธิโครงการหลวงแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูก จนทำให้พวกเขาเหล่านั้นเลิกการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอย และยังเป็นพืชที่สามารถเพิ่มมูลค่าต่อหน่วยพื้นที่ได้สูงกว่าพืชชนิดอื่น การส่งเสริมเกษตรกรด้วยแนวคิดเกษตรปลอดภัยและเกษตรแม่นยำ จึงเป็นแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในประเทศ สร้างเศรษฐกิจของชุมชนอันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

หลังจากองคมนตรีเยี่ยมชมนิทรรศการงานวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ แล้ว ได้เข้าร่วมประชุมหารือความร่วมมือและการสนับสนุนทางวิชาการกับผู้บริหารของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยที่ วว. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับโครงการหลวงมาตั้งแต่เริ่มแรก โดยร่วมดำเนินงานวิจัยและพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาว จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการเพาะเห็ดหอมด้วยพระองค์เองที่โรงเพาะเห็ดหอม ปัจจุบันคือศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาว สถานีวิจัยดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ จึงนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยสามารถเพาะเห็ดหอมได้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการศึกษาทดลองการเพาะเห็ดหอมจากท่อนไม้ในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เพื่อส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรบนพื้นที่สูง ต่อมาได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่บ้านปางบง ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้จัดสร้างศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์สาธิตและส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ทำการเพาะเห็ดหอม และปลูกกาแฟอะราบิกา เป็นอาชีพแทนการทำชาเมี่ยงที่มีราคาตกต่ำ ปัจจุบันประเทศไทยมีเห็ดเขตหนาวเพื่อบริโภคสด และเห็ดที่มีสรรพคุณทางยา รวมมากกว่า 15 ชนิด เช่น เห็ดพอตโตเบลโล่ เห็ดปุยฝ้าย เห็ดหลินจือ เห็ดกระดุมนอกฤดู ก่อเกิดรายได้แก่เกษตรกรบนพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในการศึกษาวิจัยการผลิตวานิลลาพันธุ์การค้า ให้สามารถเจริญเติบโต และมีผลผลิตคุณภาพทัดเทียมต่างประเทศ รวมทั้งจะยังมีการพัฒนาต่อยอดการพัฒนาพันธุ์เบญจมาศเพื่อการค้าให้มีความหลากหลายอีกด้วย