หลังจากมูลนิธิโครงการหลวงได้ดำเนินงานวิจัยเพื่อหาพันธุ์พืชที่เหมาะสม เพื่อปลูกทดแทนฝิ่น และสนองความต้องการของตลาดได้แล้ว งานสำคัญต่อมาก็คือ การขยายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ให้จำนวนพอเพียงสำหรับงานส่งเสริม จากการทดลองในระยะแรกพบว่ามีไม้ผลหลายชนิดจะขยายพันธุ์ได้ดี ซึ่งสามารถกระทำได้เกือบตลอดทั้งปี ในพื้นที่ที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปในปี พ.ศ. 2522 มูลนิธิโครงการหลวงได้เลือกพื้นที่ในสถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาวสะเมิง ของกรมวิชาการเกษตร หมู่บ้านปางดะ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งทำการขยายพันธุ์พืช ต่อมาเมื่อปริมาณความต้องการด้านพันธุ์พืชเพิ่มมากขึ้น ทำให้สถานที่แห่งนี้ทำการผลิตต้นพันธุ์ได้ไม่เพียงพอ มูลนิธิโครงการหลวงจึงเลือกสถานที่แห่งใหม่ บนพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ติดอ่างเก็บน้ำโครงการพระราชดำริห้วยปลาก้าง ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 2526 ห่างจากบริเวณเดิมไม่มากนักและในปี พ.ศ. 2528-2529 ได้ซื้อที่ดินเพื่อขยายพื้นที่สำหรับขยายพันธุ์พืชอย่างถาวรเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 65 ไร่ โดยดำเนินการภายใต้ชื่อ “ศูนย์ขยายพันธุ์พืชปางดะโครงการหลวง”
        เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2530 พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเยี่ยมศูนย์ขยายพันธุ์พืชปางดะโครงการหลวงแห่งนี้เป็นครั้งแรก โดยทอดพระเนตรกิจการงานต่างๆ ของศูนย์ฯ พร้อมกันนี้หม่อมเจ้าภีศเดช  รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้ทูลขอพระราชทานชื่อใหม่ว่า “สถานีเกษตรหลวงปางดะ” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกรุณาพระราชทานให้ใช้ชื่อนี้พร้อมกับได้ขยายพื้นที่เพิ่ม ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2534 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมชมกิจการงานต่างๆ  และเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2547 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมกิจการของสถานีฯ เป็นครั้งที่ 2 และทรงเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย ฯพณฯ นายเอส. อาร์. นาธาน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์และภริยา เป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548เพื่อเยี่ยมชมกิจการของสถานีเกษตรหลวงปางดะ

 

 


 

 

ที่ตั้งศูนย์ฯ    ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านปางดะ เลขที่ 192 หมู่ที่ 10 ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางจากจังหวัดเชียงใหม่ถึงศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางดะ ประมาณ 45 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 50 นาที

 

 


 

ลักษณะเป็นพื้นที่ลาดชัน มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ มีแหล่งน้ำสายหลักคือ ห้วยปลาก้าง ความสูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตร ลักษณะดินเป็นดินเหนียวสีแดงระบายน้ำได้ไม่ดีความอุดมสมบูรณ์ของดินค่อนข้างต่ำ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่ 5.5-7.0 ขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบ 1,232 ไร่ พื้นที่ของศูนย์ฯ 804 ไร่

 

 


 

ภูมิอากาศ    

อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 23.2 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 35.76 องศาเซลเซียส  
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 12.82 องศาเซลเซียส
ปริมาณน้ำฝนตลอดปี 1,238.50 มิลิเมตร

 


 

ประชากรประกอบด้วยคนพื้นเมือง 4,739 คน และคนไทลื้อ 1,020 คน รวม 5,759 คน คิดเป็น  2,059ครัวเรือน
ในพื้นที่ 14 หมู่ที่ 14 หย่อมบ้าน นับถือศาสนาพุทธและคริสต์

 

 

 


 

 

สามารถเดินทางโดยรถยนต์ และไปได้ 2 เส้นทาง ได้แก่
1.เดินทางทางไปตามถนนเชียงใหม่- ฝาง ผ่านหน้าอำเภอแม่ริม แล้วจึงเลี้ยวซ้ายไปทางน้ำตกแม่สา ระยะทางจากแยกอำเภอแม่ริม ไปถึงตัวสถานีฯประมาณ 38 กิโลเมตร ถนนลาดยางตลอดทั้งสาย
2.เดินทางไปตามถนนหางดง-สะเมิง โดยขับรถผ่านสี่แยกสะเมิง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ระยะทางประมาณ 36 กิโลเมตร ถนนก่อนถึงบ้านแม่ขนิลจะค่อนข้างสูงชัน การขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวัง ถนนลาดยางตลอดทั้งสาย
ทั้งสองเส้นทางรถโดยสารขนาดใหญ่ ไม่สามารถไปถึงได้เนื่องจากเป็นภูเขาที่สูงชัน

 

 



 


 

1. เพื่ออบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพที่ เหมาะสม(อย่างน้อยให้มีรายได้พอกิน)
2. เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองของชุมชน
3. เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ

 


 

 

 

งานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ
ด้านการเกษตร  พัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการปลูกผัก จำนวน 9 ชนิด ประกอบด้วย ข้าวโพดหวานสองสี มะระหยก มะเขือเปราะ กุ่ยช่ายขาว พริกหวานเหลือง มะเขือพวง

ดอกกุ่ยช่ายไต้หวัน พริกหวานแดง และตะไคร้ ไม้ผล 6 ชนิด ได้แก่ อะโวกาโด องุ่น เคพกู๊สเบอรี่ เสาวรสหวาน สตรอเบอรี่ และฟิก พืชไร่ 2 ชนิด ได้แก่ ถั่วแดงหลวงและถั่วเหลืองผิวดำ

รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์นอกภาคเกษตร   ส่งเสริมงานหัตถกรรม ได้แก่  การสนับสนุนการทอผ้า กระเป๋า ผ้ากันเปื้อน

ถุงมือและผ้าคลุมไหล่

 

 

 


 

 

 

 

ผลการดำเนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางดะ ได้ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ฯ จำนวน 13 หมู่บ้าน เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพจำนวน
1,807 ครอบครัว พืชที่ส่งเสริม ได้แก่ พืชผัก ไม้ผล พืชไร่ ปศุสัตว์ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 6,452,871.02 บาท  นอกจากกิจกรรมด้านส่งเสริมอาชีพแล้วยังมีกิจกรรมทางด้านอนุรักษ์ดินและน้ำโดยส่งเสริมให้เกษตรกรวมกลุ่มทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ การทำปุ๋ยพืชสด ควบคุมการใช้สารเคมีเพื่อเกิดผลดีต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม