พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎรชาวเขาในพื้นที่บ้านใหม่สามัคคีเมื่อปี พ.ศ. 2523 และทรงพระกรุณารับหมู่บ้านแห่งนี้ไว้ในการดูแลของโครงการหลวง ต่อมาได้จัดตั้งเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขึ้น เพื่อช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชาวไทยภูเขาในพื้นที่    โดยมีหมู่บ้านที่รับผิดชอบคือ  หมู่บ้านหนองเขียว   หมู่บ้านใหม่สามัคคีอาข่าและคะฉิ่น  หมู่ที่ 14 ตำบลเมืองนะ  อำเภอเชียงดาว   จังหวัดเชียงใหม่  เพื่อทำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่  เนื่องจากชาวเขาเหล่านี้ต่างดำรงชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นและยากจน  อีกทั้งเรื่องของสุขภาพอนามัยทรุดโทรมขาดการดูแลเอาใจใส่  เด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่ต้องเป็นโรคขาดสารอาหาร  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว  ได้เริ่มต้นดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเขาเหล่านี้และด้วยความร่วมมือจาก สำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเชียงใหม่ กรมพัฒนาที่ดินเข้าดำเนินการทำไม้เศรษฐกิจ     และไม้ฟืน  บุกเบิกพัฒนาพื้นที่และจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร  เพื่อทำการเกษตรอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

 

 


 

 

บ้านใหม่สามัคคี หมู่ที่ 14ตำบลเมืองนะ  อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

 

 


 

สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 750 เมตร  ชุดดินหลักเป็นดินชุดปากช่อง   ซึ่งมีทั้งแบบมีหินปูนปนอยู่  และที่เกิดในบริเวณพื้นที่ลูกคลื่นลอนลาด ดินชุดนี้อยู่ในบริเวณที่มีความลาดชัน 2 – 8% เป็นดินลึก

 

 


 

เป็นพื้นที่ที่จัดอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน มีฝนปานกลาง อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด  16.48 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 27.64 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี 1,862 มิลลิเมตรประชากร  5  หมู่บ้าน คือ บ้านใหม่สามัคคีคะฉิ่น บ้านใหม่สามัคคีอาข่า บ้านลัวะ บ้านหนองเขียว   และบ้านหนองวัวแดง ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์

 


 

ประกอบด้วยเผ่าลาหู่  3,321คน เผ่าลัวะ  139 คน เผ่าอาข่า 467 คน เผ่าคะฉิ่น 591 คนรวม 4,518 คน  คิดเป็น 835 ครัวเรือน ในพื้นที่ 2 หมู่บ้าน 5 หย่อมบ้าน
นับถือศาสนาคริสต์

 

 

 


 

 

จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทาง 107 เชียงใหม่-ฝาง ถึงอำเภอเชียงดาว กม.ที่ 79 แยกเมืองงายให้เลี้ยวซ้ายทางหลวงหมายเลข 1178 สาย เมืองงาย-อรุโณทัย ระหว่าง กม.ที่ 32 จะพบด่านตรวจบ้านรินหลวง เลี้ยวขวา ตรงไป 5 กม. จะพบทางเข้าศูนย์ทางซ้ายมือ  ใช้เวลาในการเดินทาง ชั่วโมงครึ่ง

 

 



 


 

1. เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตรให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืน
2. เพื่อจัดหาแหล่งน้ำและวางระบบชลประทานให้เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภคของเกษตรกร
3. เพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงความสมบูรณ์ลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ทำกินและตัดไม้ทำลายป่า
4. เพื่อให้ราษฎรชาวเขาสำนึกถึงความเป็นไทยมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

 


 

 

งานวิจัย/การทดสอบและสาธิต
ไม้ผล จำนวน 12 ชนิด คือ อะโวกาโด มะม่วง น้อยหน่า ฝรั่ง แก้วมังกร สับปะรด ทับทิมเมล็ดนิ่ม และขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ
พืชไร่ จำนวน 18 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวฟ่าง ข้าวจ้าวเมล็ดลายแม่สะเรียง ข้าวพันธุ์จ้าวฮ้อ ข้าวจะกูดิ ข้าวมาห๋า ถั่วลิสง ถั่วขาว ข้าวสาลี ถั่วพร้า ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วอะซูกิ กระเจี๊ยบ และงาดำ จำนวน
พืชผัก  ได้แก่ มะเขือม่วงก้านเขียว ฟักทองญี่ปุ่น ฟักประดับ และฟักบัตเตอร์นัท
ผักอินทรีย์ พื้นที่ 3 ไร่ คือ กระเจี๊ยบเขียว คะน้ายอดโครงการหลวง และข้าวโพดฝักอ่อน
ไม้ดอก  ได้แก่ ว่านสี่ทิศ Gloriosa
ปศุสัตว์  ได้แก่  สุกรดอย สุกรป่า สุกรลูกผสมเปียแตรง สุกรลูกผสมเหมยซาน ไก่กระดูกดำเป็ดเทศลูกผสม ห่าน ไก่เบรส ไก่ฟ้าคอแหวน และกระต่าย
นอกภาคการเกษตร
-  งานส่งเสริมหัตถกรรม  3 กลุ่ม  คือ กลุ่มหัตถกรรมอาข่า กลุ่มทอผ้าคะฉิ่น  และกลุ่มตุ๊กตาคัตตั้นบัด

 

 

 


 

 

ในปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ศูนย์ทำการส่งเสริมเกษตรกรภาคการเกษตร 593 ครัวเรือน คิดเป็น 78 เปอร์เซ็นต์ ของเกษตรกรในพื้นที่ และ ส่งเสริมนอกภาคการเกษตร 73 ครัวเรือน คิดเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรทั้งหมดโดยในปี พ.ศ. 2553 ศูนย์มีอัตราการส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชผักจากพื้นที่เดิม 126 ไร่ เพิ่มเป็น 161.25 ไร่ ในปี 2553 ซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1,515,861 บาท ในปี พ.ศ. 2552 เพิ่มเป็น 2,568,506.5 บาท ในปี พ.ศ. 2553 คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 69 เปอร์เซ็นต์
    งานฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีดังนี้
                  - ศูนย์การเรียนรู้โครงการป่าชาวบ้าน มีการศึกษาดูงาน 6 คณะ จำนวน 163 ราย และ ฝึกอบรม 6 คณะ จำนวน 192 ราย
                  - การปลูกป่าชาวบ้าน พื้นที่ปลูกทั้งหมด 348 ไร่ เกษตรกร 295 ราย ใช้ต้นกล้าจำนวน 58,400 ต้น ขณะนี้มีไม้ที่ใช้ประโยชน์ได้จำนวน 10,000 ต้น โดยมีการประโยชน์จากไม้ป่าชาวบ้านดังนี้ เผาถ่าย 275 ต้น รายได้ 38,400 และใช้ประโยชน์ทั่วไป 520 ต้น