องคมนตรีประชุมติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ประจำเดือนตุลาคม  2563 

วันที่ 8 ตุลาคม 2563 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานคณะกรรมการบริหาร มูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานการประชุมมูลนิธิโครงการหลวง ประจำเดือนตุลาคม 2563 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานภายในมูลนิธิโครงการหลวง โดยองคมนตรีกล่าวแก่ที่ประชุมว่า มูลนิธิโครงการหลวงเป็นมูลนิธิในพระนามาภิไธยที่สร้างการพัฒนา และความมั่นคงแก่ประเทศ เป็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจน เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยองค์การสหประชาชาติได้กล่าวยอมรับว่ารูปแบบการพัฒนาแบบโครงการหลวง ทำให้ชุมชนชาวเขาในประเทศไทยปรับเปลี่ยนชีวิตโดยสิ้นเชิง หลุดพ้นจากความแร้นแค้น หันมาประกอบอาชีพสุจริต พื้นที่ฝิ่นในประเทศถูกแทนที่ด้วยพืชเขตหนาว ชุมชนชาวเขาที่มีถิ่นฐานตามแนวชายแดนของประเทศมีความเข้มแข็ง จึงเป็นส่วนสำคัญต่อความมั่งคงของประเทศ นอกจากสร้างประโยชน์แก่ประเทศไทยแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่สามารถไปประยุกต์ใช้ในประเทศต่าง ๆ จึงถือเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่ชาวไทยได้รับพระราชทานไว้ ดังนั้น เพื่อเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน สนองตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกส่วนจึงต้องร่วมมือปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ด้วยส่วนสำคัญที่นำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้ คือ ความร่วมมือสนับสนุนของข้าราชการ นักวิชาการอาสาสมัครที่พร้อมใจปฏิบัติงานถวายตลอดระยะการดำเนินงานของโครงการหลวง

 
โดยที่การพัฒนาการเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงเป็นการพัฒนาบนพื้นที่สูง จึงต้องดำเนินงานภายใต้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เริ่มจากการสำรวจออกแบบพื้นที่ เพื่อวางแผนการทำการเกษตรที่เหมาะสม จัดทำระบบชลประทาน และเส้นทางลำเลียงภูเขา ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างของหน้าดิน ในปีงบประมาณ 2563 ได้ดำเนินการแล้วในพื้นที่ 4,091 ไร่ และสำรวจออกแบบพื้นที่ล่วงหน้าในสถานีวิจัยและศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 12 แห่ง รวมพื้นที่ 5,500 ไร่ ยังมีการปรับปรุงดินเพื่อลดความเป็นกรดของดิน เศษวัสดุที่จะเผาส่งเสริมให้นำกลับมาใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยหมัก จัดทำธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ พร้อมส่งเสริมให้เกิดการรับรู้ในการพัฒนาที่ดินแก่ชุมชน ด้วยหลักการใช้พื้นที่บนพื้นที่สูง มีวิธีแบ่งตามความลาดเอียงของพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ที่มีความลาดเอียง น้อยกว่า 20 % สามารถใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร นา และที่อยู่อาศัย พื้นที่ลาดเอียง 20-35 % ปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยต้องมีระบบการตลาดรองรับตามแนวทางของโครงการหลวง พื้นที่สูงขึ้นไปที่มีความลาดเอียง 35-50 % ปลูกป่า ในรูปแบบป่าสร้างรายได้ และพื้นที่สูงเกิน 50 % ต้องไม่รุกล้ำ ดำเนินการคืนป่าสู่ธรรมชาติ ซึ่งจะมีการสำรวจในปีงบประมาณ 2564 นี้

จากการขยายผลแนวทางการพัฒนาแบบโครงการหลวง และองค์ความรู้ของโครงการหลวง ไปสู่พื้นที่สูงอื่นในประเทศ โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) จึงทำให้ในปี พ.ศ.2563 สวพส. ได้รับรางวัลเลิศรัตน์ จำนวน 3 รางวัล คือ ระดับดีเด่น ในผลงาน “คู่วิถีคนอยู่ร่วมกับป่า ลดพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน” ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และระดับระดับดี จำนวน 2 รางวัล ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ได้แก่ ผลงาน “บ่อน้ำร่วมแบ่งปัน ระบบน้ำเพื่อการเกษตร” ของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่มะลอ และ “จากภูเขาสีทองสู่ภูเขาสีเขียว” โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงปางแดงใน

สำหรับผลการวิจัยพัฒนาของมูลนิธิโครงการหลวง ในปีงบประมาณ 2563 ที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าที่สำคัญคือ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ รวม 8 ชนิด 14 พันธุ์ การจดสิทธิบัตรเครื่องมือ จำนวน 3 เครื่อง เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ 7 ชนิด ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์แล้ว จำนวน 10 เรื่อง ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จำนวน 5 มาตรฐาน และเกษตรกรเกิดความตระหนักในการผลิตพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำชีวภัณฑ์ไปใช้ในแปลงเกษตร รวมถึง 217.38 % และยังมี Application การจัดการศัตรูพืช ซึ่งช่วยเหลือเกษตรกรในการนับระยะปลอดภัยของการเก็บเกี่ยว สามารถระบุชนิดโรคแมลง และการป้องกันกำจัด รวมทั้งรายงานสถานที่พบศัตรูพืชอีกด้วย