พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ตรวจเยี่ยมและติดตามงานในพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวง

วันที่ 7 มิถุนายน 2562 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวง ในจังหวัดเชียงใหม่

เวลา 08.00 น. พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เดินทางไปศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว อำเภอ หางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานของศูนย์ โดยเมื่อ พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมา พ.ศ. 2525 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อพัฒนาอาชีพแก่ประชาชนในพื้นที่ 8 หมู่บ้าน ประชากร 1,029 ครัวเรือน เป็นชาวเขาเผ่าม้ง และชาวพื้นเมือง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยวได้มุ่งพัฒนาส่งเสริมการปลูกพืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกกระถาง และพืชไร่ รวม 31 ชนิด แก่เกษตรกรตามแนวทางของโครงการหลวง สร้างรายได้คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผลผลิตงาดำ นอกจากการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกแล้ว ยังมีการแปรรูปเป็นน้ำมันงาดำ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีจำหน่ายในร้านโครงการหลวงสาขาต่าง ๆ

เวลา 10.00 น. องคมนตรีเดินทางไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จพระราชดำเนินไปในปี พ.ศ. 2519 และมีราษฎรเข้าเฝ้าขอพระราชทานการสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่ทำกินในพื้นที่ป่าทุ่งอี่เริง (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริงในปัจจุบัน) ต่อมากรมพัฒนาที่ดินได้เข้าไปวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ กรมชลประทานวางระบบชลประทานเพื่อการเกษตร อุปโภค และบริโภค และในปี พ.ศ. 2521 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมชาวบ้าน ณ พื้นที่ป่าทุ่งอี่เริง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาที่ดิน ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้จัดตั้งเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง โดยขณะนี้มีประชากรในความรับผิดชอบของศูนย์ฯ 4 หมู่บ้าน รวม 340 ครัวเรือน เป็นชาวเขาเผ่าม้ง และคนพื้นเมือง การดำเนินงานหลักของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ผลผลิตหลัก ได้แก่ อาโวคาโด ผักอินทรีย์ และงานแปรรูปผลผลิตการเกษตรภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตผ่านโครงการหลวง 28 ชนิด เป็นมูลค่ากว่า 14 ล้านบาท นอกจากนี้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ยังเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์กุหลาบทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 200 สายพันธุ์ โดยจัดแสดงอยู่ในพื้นที่สวนกุหลาบโครงการหลวงทุ่งเริง ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมทุกวัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการขยายพันธุ์กุหลาบและการปลูกบำรุงดูแลรักษาต้นกุหลาบอีกด้วย

เวลา 14.00 น. องคมนตรี ได้เดินทางไปยังสถานีเกษตรหลวงปางดะ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ สถานีวิจัยสำคัญ 1 ใน 4 แห่งของโครงการหลวง เริ่มดำเนินงาน เมื่อ พ.ศ. 2522 โดยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งขยายพันธุ์พืช ดำเนินการภายใต้ชื่อ “ศูนย์ขยายพันธุ์พืชปางดะโครงการหลวง” และเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยม และพระราชทานชื่อสถานที่แห่งนี้ใหม่ว่า “สถานีเกษตรหลวงปางดะ”

สถานีเกษตรหลวงปางดะ ดำเนินงานวิจัย ทดสอบสาธิต ผลิตและปรับปรุงพันธุ์พืช รวมทั้งการขยายพันธุ์พืชเพื่อสนับสนุนงานส่งเสริมแก่เกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงทั้ง 39 แห่ง ที่สำคัญได้แก่ การผลิตต้นกล้าเสาวรสปลอดโรค อะโวคาโด และ องุ่นสายพันธุ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชเขตหนาว เขตร้อน ไม้ตัดดอก และพืชอื่น ๆ จำนวน 35 ชนิด รวม 289 สายพันธุ์ รวมทั้งดำเนินงานส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรชาวเขาเผ่าไทลื้อ และคนพื้นเมือง ในพื้นที่ 11 หมู่บ้าน รวมจำนวนกว่า 4,180 คน ในการนี้ องคมนตรีได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่โดยรอบสถานี ได้แก่ แปลงผลิตต้นกล้าเสาวรสปลอดโรค โรงเรือนรวบรวมวิจัยและทดสอบสาธิตการผลิตองุ่น โรงเรือนรวบรวมพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง แปลงรวบรวมพันธุ์มัลเบอร์รี แปลงวิจัยไม้ดอกปทุมมา รวมทั้งอาคารอารักขาพืช ซึ่งดำเนินงานผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มา เชื้อราเมธาไรเซียม กำจัดศัตรูพืช และการเพาะเลี้ยงแมลงศัตรูพืชธรรมชาติ

จากนั้นองคมนตรี ได้เดินทางต่อไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเรา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 โดยเริ่มพัฒนาและส่งเสริมการปลูกสตรอว์เบอร์รีเป็นลำดับแรก ต่อมาได้ขยายการส่งเสริมไปสู่พืชผัก ไม้ผลและ ไม้ดอก ปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเรามีพื้นที่รับผิดชอบ 8,238 ไร่ ประชากรรวม 375 ครัวเรือน เป็นชาวเขาเผ่าม้ง และคนพื้นเมือง
การดำเนินงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเรา ได้สร้างรายได้แก่เกษตรกรในปีที่ผ่านมากว่า 15 ล้านบาท โดยเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 158,000 บาท พืชที่สร้างรายได้มากที่สุด คือ มะเขือเทศโครงการหลวง พริกหวานสีเขียว แดง เหลือง และแตงกวา นอกจากนี้ศูนย์ฯ ทุ่งเรายังเป็นแหล่งผลิตกุหลาบตัดดอก โดยมีสายพันธุ์ที่สำคัญ ได้แก่ สายพันธุ์ฮอลแลนด์ พันธุ์ลูกผสมโครงการหลวง และสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีการเจริญเติบโตดี และต้นทุนการผลิตไม่สูง

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุกแห่งยังมีภารกิจสำคัญคือ การฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องคมนตรีจึงได้เน้นย้ำให้ทุกแห่งทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน และชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในการดูแลรักษาป่า ไม่ให้เกิดการบุกรุกทำลาย ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันปลูกป่าชาวบ้านตามแนวทางของโครงการหลวง และพระราชดำรัส ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 ได้แก่ 1. พออยู่ คือการปลูกต้นไม้ที่ใช้เนื้อไม้และไม้เชิงเศรษฐกิจให้เป็นป่า 2. พอกิน คือ การปลูกต้นไม้ที่กินได้ 3. พอใช้ คือ การปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าสำหรับใช้สอยในครัวเรือน อาทิ ทำฟืน 4. พอร่มเย็น คือ ประโยชน์อย่างที่ 4 ที่เกิดจากการปลูกป่า 3 อย่าง คือ ทำให้เกิดความร่มเย็น ฟื้นฟูระบบนิเวศดินและน้ำให้กลับอุดมสมบูรณ์ เกิดการอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศไทย เนื่องจากประชาชนได้ตระหนักและเห็นคุณค่าจากการใช้ประโยชน์ของป่าไม้ที่ปลูก