องคมนตรีประชุมติดตามงานโครงการหลวง ระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน 2561 ณ สำนักงานมูลนิธิโครงการหลวง จ. เชียงใหม่

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานคณะกรรรมการบริหาร มูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการปฏิบัติงาน มูลนิธิโครงการหลวง ณ สำนักงานมูลนิธิโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่ และประชุมติดตามการดำเนินงานโครงการหลวง ณ ห้องประชุมอาคารฝึกอบรม สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เพื่อรับทราบความก้าวหน้า ติดตามผลการปฏิบัติงานของมูลนิธิโครงการหลวง และน้อมนำพระราโชบายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแจ้งแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งประกอบด้วยอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าสถานี/ศูนย์ และผู้แทนหน่วยงานที่ดำเนินงานสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวง จำนวนกว่า 100 คน เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวงให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น 

การประชุมครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการดำเนินงานของส่วนงานต่าง ๆ ในมูลนิธิโครงการหลวง ได้แก่ ความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนาการปลูกพืชผัก สมุนไพร ไม้ดอก พืชไร่ และงานปศุสัตว์ การพัฒนามาตรฐานการผลิตพืชเขตหนาวเพื่อความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค และผู้ผลิตซึ่งเป็นเกษตรกรชาวเขาในพื้นที่สถานีวิจัยและศูนย์พัฒนาโครงการหลวง รวม 39 แห่ง ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา และตาก ผลจากการส่งเสริมพืชและสัตว์เขตหนาวแก่เกษตรกรของโครงการหลวงในระยะเวลา 49 ปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ไม่ต่ำกว่า 270,000-300,000 บาท/ปี ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของโครงการหลวงที่จำหน่ายสู่ตลาดในปีนี้มีมูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท และในช่วงฤดูกาลนี้โครงการหลวงมีการผลิตไม้ผลขนาดเล็ก อาทิ ส้ม เลมอน มัลเบอร์รี ซึ่งเป็นพืชที่ผลิตด้วยระบบมาตรฐาน ทำรายได้สูงแก่เกษตรกร นับเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

นอกจากนี้การดำเนินงานด้านการตลาดของโครงการหลวง ยังเน้นการเพิ่มช่องทางให้ประชาชนได้บริโภคผลผลิตที่สด สะอาด และปลอดภัย อย่างทั่วถึง ด้วยนโยบายสำคัญเรื่องความปลอดภัยของพืชผลทุกชนิดที่จำหน่ายในตราสินค้าโครงการหลวง โครงการหลวงจึงมีการควบคุม เฝ้าระวัง และตรวจสอบสารตกค้างก่อนการเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยวพืช หน่วยงานสำคัญคือ ศูนย์อารักขาพืช จะเป็นผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และวิชาการด้านการอารักขาพืชแก่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง โดยนักวิชาการโรคและแมลงของโครงการหลวงจะออกไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรตามศูนย์พัฒนาโครงการหลวงต่าง ๆ และสุ่มตัวอย่างพืชเพื่อตรวจสอบโรคและสารตกค้างในพืช พร้อมทั้งให้คำแนะนำวิธีการกำจัดรักษาที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการใช้ชีวภัณฑ์ในการปราบศัตรูพืชทดแทนสารเคมี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตชัว ไส้เดือนฝอย ซึ่งสามารถลดและทดแทนสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงได้อย่างมาก

นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ยังให้ความสำคัญในเรื่องระบบมาตรฐานการปลูกพืช โดยได้ติดตามผลการดำเนินงานการผลิตพืชภายใต้มาตรฐาน GAP ซึ่งโครงการหลวงเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ปัจจุบัน มีจำนวนเกษตรกรผลิตพืชในระบบมาตรฐาน GAP รวม 6,833 ราย พื้นที่ปลูกรวม 9,796.33 ไร่ โดยข้อกำหนด GAP ข้อ ก.2 ระบุไว้ว่า พื้นที่เพาะปลูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้จัดทำฐานข้อมูลพิกัดแปลงปลูกของเกษตรกรทุกราย โดยพื้นที่การเกษตรของโครงการหลวงจะต้องอยู่ในขอบเขตพื้นที่ทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และดำเนินการหาแนวทางป้องกันการรุกล้ำและขยายพื้นที่ไปสู่ป่าอนุรักษ์ ทั้งนี้ มูลนิธิได้เริ่มดำเนินการจับพิกัดแปลงปลูกพืชในพื้นที่ส่งเสริม 39 แห่ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นมา ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำข้อมูลดังกล่าว เข้าสู่ระบบฐานข้อมูล E-FARM ของมูลนิธิโครงการหลวงต่อไป