“เฟิร์น” พืชป่าที่พบมากในเขตร้อนชื้นโดยเฉพาะป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่เฟิร์นสามารถเจริญเติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของเฟิร์นโดยมีการจำแนกชนิดของเฟิร์นเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเฟิร์นอิงอาศัย (Epiphytic fern) เป็นเฟิร์นที่เจริญเติบโตบนคาคบไม้ ทนแล้งได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่เก็บความชุ่มชื้นได้ดี ตัวอย่างของเฟิร์นประเภทนี้ได้แก่ เฟิร์นข้าหลวง เฟิร์นนาคราช เป็นต้น ส่วนเฟิร์นกลุ่มต่อไปได้แก่ เฟิร์นดินและเฟิร์นหิน (Terrestrial and Lithophytic fern) ซึ่งเป็นเฟิร์นที่อยู่ตามพื้นป่าและตามหน้าผาหิน เป็นเฟิร์นที่มีระบบรากแข็งแรงทำให้ยึดเกาะได้ดี ตัวอย่างเช่น เฟิร์นก้านดำ และเฟิร์นกลุ่มสุดท้ายได้แก่ เฟิร์นน้ำ (Aquatic fern) เป็นเฟิร์นที่เจริญเติบโตอยู่ในน้ำได้แก่ ผักแว่น จอกหูหนู เป็นต้น
 
เฟิร์นโครงการหลวงเกิดขึ้นเมื่อปี 2521 โดยได้มีการสำรวจเฟิร์นและพืชที่มีความใกล้ชิด (Pteridophytes) ภาคเหนือของประเทศไทยแล้วนำมาขยายพันธุ์ เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายให้ผู้สนใจได้ชื่นชมและซื้อหา ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ และสถานีวิจัยดอยปุย เฟิร์นที่มีการผลิตของโครงการหลวงส่วนใหญ่จะเป็นเฟิร์นที่มีความสวยงาม แข็งแรง ปลูกเลี้ยงง่ายจึงเหมาะแก่การนำไปปลูกประดับ ซึ่งเกือบทั้งหมดได้จากการสำรวจภายในประเทศ แล้วนำสปอร์ (spore) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการขยายพันธุ์มาเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณ ตัวอย่างเช่น เฟิร์นศรีฮ่องสอน (Cyclosorus falcilobus) ได้จากการสำรวจตามลำห้วยบนเขาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือ กูดต้นดอยสุเทพ (Cyathea spinulosa) ที่สำรวจพบที่ดอยสุเทพซึ่งเป็นเฟิร์นที่มีการกระจายพันธุ์ในประเทศเนปาล ภูฎาน ศรีลังกา อินเดีย พม่า ไต้หวัน ตอนใต้ของญี่ปุ่น แต่ก็ยังมีอีกหลายชนิดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเช่น เฟิร์นภูฎาน (Athyrium sp.) เป็นเฟิร์นที่องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เสด็จไปประเทศภูฎานในปี 2545 แล้วนำเอาเฟิร์นต้นเล็กๆ เข้ามาด้วย และเมื่อปลูกจนเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงพบความสวยงามของเฟิร์นชนิดนี้จึงได้นำมาขยายพันธุ์ หรือเฟิร์นอีกหลายชนิดที่หม่อมหลวงจารุพันธ์ ทองแถม นำเข้ามาจากต่างประเทศเช่น เฟิร์นก้านดำไตรคัลเลอร์ (Adiantum macrophyllum) และเฟิร์นก้านดำไบคัลเลอร์ (Adiantum raddianum cv. Bicolor) ที่นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย หรือเฟิร์นข้าหลวงฮาวายที่มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่นแต่นำเข้าสปอร์มาจากฮาวาย และเฟิร์นอีกหลายชนิดที่นำเข้าสปอร์มาจากต่างประเทศซึ่งได้กล่าวไว้ในบางส่วนของหนังสือเฟิร์นโครงการหลวง แต่ก็ยังมีเฟิร์นที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์กลายเป็นเฟิร์นชนิดใหม่ยกตัวอย่างเช่น เฟิร์นรัศมีโชติ เป็นเฟิร์นสกุล Blechnum ที่เป็นเฟิร์นลูกผสมระหว่างกูดดอยใบมัน (Blechnum gibbum) และกูดดอยบราซิล (Blechnum brasiliense) โดยรวมจุดเด่นของพ่อแม่พันธุ์ไว้ทำให้เป็นเฟิร์นที่มีใบใหญ่ เหนียว แข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว มีต้นสูงเหมือนกูดดอยใบมันแต่ลำต้นใหญ่เหมือนกูดดอยบราซิล ทนร้อนทนหนาวเย็นได้ดี และเฟิร์นก้านดำอีกหลายชนิดที่เกิดขึ้นใหม่ภายใต้โครงการหลวง
 
ส่วนการใช้ประโยชน์ของเฟิร์นส่วนใหญ่นอกจากจะใช้เพื่อการประดับตกแต่งแล้ว เฟิร์นยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรรักษาโรค เป็นพืชอาหาร พืชดูดสารพิษเพื่อช่วยรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นดัชนีชี้วัดความชุ่มชื้นของผืนป่า (ฟิล์มมี่เฟิร์น: Filmy fern) ได้เป็นอย่างดี แต่จากการสำรวจเฟิร์นป่าของเมืองไทยพบว่าความหลากหลายของเฟิร์นลดลงซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมดั้งเดิมถูกทำลายไม่ว่าจะเป็นจากภัยธรรมชาติหรือมนุษย์ ด้วยเหตุนี้การตระหนักถึงการอนุรักษ์เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาหากไม่รู้จักรักษาธรรมชาติให้คงอยู่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด