พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าบนที่สูงถูกทำลาย สภาพดินเสื่อมจากการปลูกพืชแบบระบบหมุนเวียนพื้นที่ปลูกของชาวเขาที่ผ่านมา สร้างปัญหาให้แก่ป่า และระบบการไหลเวียนของน้ำ พื้นดินถูกกัดเซาะทำลาย รวมทั้งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงทรงมีพระราชดำริเรื่อง งานส่งเสริมและการพัฒนาต้นน้ำ ด้านการดำรงชีวิตให้แก่ชาวเขาตามสภาพความเป็นอยู่ในพื้นที่ และทรงจัดตั้งโครงการหลวงพัฒนาต้นน้ำหน่วยที่ 6 ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2518 เพื่อเน้นการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ลดการทำลายต้นน้ำ การจ้างงาน ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำและระบบการไหลเวียนของน้ำ ในเวลาเดียวกันต้องคำนึงถึงปัญหาทางเศรษฐกิจในชุมชนของชาวเขา เปลี่ยนการปลูกฝิ่น ส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับภูมิประเทศในพื้นที่ที่จัดใหม่ เข้ามาดูแลให้บริการด้านความรู้ การศึกษา สุขอนามัย การบริโภค และเส้นทางคมนาคมอย่างกว้างขวาง สอนเทคนิควิธีทางการเกษตรและระบบชลประทานขนาดย่อม จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2539 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิโครงการหลวง จึงได้เปลี่ยนชื่อจากโครงการหลวงพัฒนาต้นน้ำมาเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ

 

 


 

 

บ้านแม่โถ หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อสลี อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

 

 


 

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีที่ราบหุบเขาและเชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลาง 1,000 - 1,200 เมตร ลักษณะดินมีความอุดมสมบูรณ์บริเวณหุบเขา ซึ่งเป็นดิน Alluvial soil ส่วนบริเวณสันเขาเป็นดินปนหินชนิดต่าง ๆ เช่น หินปูน (Lime Stone) และตามที่ลาดชันเป็นดินลูกรังแดง (Red-Brown Laturie Soil) หน้า ดินมีมีประโยชน์ต่อพืชน้อย และเป็นดินที่ง่ายต่อการพังทลาย

 

 


 

อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 8.5   องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ย 19.5 องศาเซลเซียส  ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,572  มิลลิเมตรต่อปี

 


 

ประกอบด้วยเผ่ากะเหรี่ยง 3,047 คน และม้ง 1,224 คน รวม 4,271 คน คิดเป็น 699 ครัวเรือน ในพื้นที่ 5 หมู่บ้าน นับถือศาสนาพุทธ, คริสต์ และนับถือผี

 

 

 


 

 

จากตัวเมืองเชียงใหม่ 163 กิโลเมตร ใช้เวลา  ในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง  
45นาที   ใช้ เส้นทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่-ฮอด เลยอำเภอฮอดไปอีก จะพบหมู่บ้าน
กองลอย ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 1270 จะถึงที่ทำการ ช่วงฤดูฝนการคมนาคมลำบากเพราะ
ถนนเป็นดินลูกรัง

 

 



 


 

-เพื่อการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน (เกษตรกร 1 ครัวเรือน ผลิตผักคุณภาพสูงภายใต้โรงเรือนไม้ไผ่ จำนวน 4 โรงเรือน , ผลิตไม้ตัดดอก (อัลสโตรมีเรีย) 2 โรงเรือน และปลูกไม้ผลบนพื้นที่สูง (อะโวคาโด พันธุ์ Hass ) 3-5 ไร่ และเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีในการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรที่เหมาะสม -เพื่อพัฒนาเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง -เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ -เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ

 


 

 

 

งานทดสอบสาธิต  การปลูกไม้ตัดดอกภายในโรงเรือนไม้ไผ่ ได้แก่ อัลสโตมีเรีย    
งานทดสอบสาธิตไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่  กีวี่ฟรุต  โลคอท
งานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมการผลิตพืชผักภายใต้โรงเรือนไม้ไผ่ เช่น พริกหวานส้ม พริกหวานเขียว มะเขือเทศดอยคำ  เบบี้ฮ่องเต้ คะน้าเห็ดหอม บล็อกโคลี่สีม่วง ถั่วลันเตาหวาน โอ๊คลีฟแดง บัตเตอร์เฮต  เบบี้คอส  คะน้าเห็ดหอม ถั่วลันเตาหวาน เรดโครอล  แรดิชแฟนซี และเบบี้ฮ่องเต้
งานไม้ผล  ที่ส่งเสริมมี  5  ชนิด ได้แก่  พลับ  พลัม   อะโวกาโด  มัลเบอรี่   และเสาวรสหวาน
กาแฟ ส่งเสริมการผลิตกาแฟอราบิก้า
พืชไร่ ส่งเสริมการผลิตพืชไร่บนพื้นที่สูง  ได้แก่ ถั่วแดง ถั่วขาว และถั่วอะซูกิ

 

 

 


 

 

 

 

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ ได้เน้นงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพเกษตรกร เพื่อให้มีรายได้พออยู่พอกิน โดยมีกิจกรรมหลัก ได้แก่ ส่งเสริมการปลูกผักภายใต้โรงเรือนพลาสติก โดยมีเกษตรกรทั้งหมดจำนวน 48 ครัวเรือน มีโรงเรือนทั้งหมดจำนวน 107 โรงเรือน คิดเป็นพื้นที่ปลูก 12.03 ไร่ และมีปริมาณผลผลิตที่จำหน่ายผ่านตลาดมูลนิธิโครงการหลวง ทั้งหมดจำนวน 148,558.10 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 4,611,850.75 บาท กิจกรรมรอง ได้มีงานพัฒนาและส่งเสริมไม้ผล โดยมีชนิดไม้ผลที่ส่งเสริม 5 ชนิด ได้แก่ อะโวกาโด เสาวรสหวาน แบล็คมัลเบอรี่ พลับ และเคปกูสเบอรี่ เกษตรกรทั้งหมดจำนวน 20 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ปลูกทั้งหมด 80 ไร่ และมีปริมาณผลผลิตที่จำหน่ายผ่านตลาดมูลนิธิโครงการหลวง ทั้งหมดจำนวน 13,198.60 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 395,071.50 บาท และมีการทดสอบสาธิตการปลูกไม้ตัดดอกอัลสโตรมีเรียภายใต้โรงเรือนทั้งหมดจำนวน 5 โรงเรือน คิดเป็นพื้นที่ปลูก 0.56 ไร่ และมีปริมาณผลผลิตที่จำหน่ายผ่านตลาดมูลนิธิโครงการหลวง ทั้งหมดจำนวน 24,510 ช่อ มูลค่า 125,710 บาท รวมทั้งมีงานกาแฟและปศุสัตว์ในพื้นที่ของเกษตรกรด้วย นอกจากงานด้านพัฒนาอาชีพการเกษตรแล้วศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ ยังได้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้การปลูกผักภายใต้โรงเรือนพลาสติก โดยมีผู้เข้ารับการศึกษาดูงาน ทั้งหมดจำนวน 211 คน ดังนั้นจากผลการดำเนินงานในปี 2553 จึงถือได้ว่าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ ได้ดำเนินกิจกรรมการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรแบบยั่งยืน โดยเกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่แบบพออยู่พอกิน รวมถึงชุมชนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป