ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ก่อตั้งขึ้นปี พ.ศ.2525  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านขุนวาง เป็นครั้งแรก ได้ทอดพระเนตรเห็นว่า  บริเวณนี้ยังมีพืชเสพติดอยู่มาก  ควรจะส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่มีรายได้ทัดเทียมหรือดีกว่าปลูกฝิ่นจึงรับสั่งให้หน่วยงานในพื้นที่ช่วยกันพิจารณา ปรับปรุงและพัฒนา มีหมู่บ้านในเขตรับผิดชอบจำนวน 7 หมู่บ้านคือ บ้านขุนวาง  บ้านป่ากล้วย  บ้านโป่งลมแรง  บ้านโป่งน้อยเก่า  บ้านห้วยยาว และบ้านขุนแม่วาก

โดยเริ่มดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมด้านไม้ผลเป็นลำดับแรก ต่อมาได้ทำการขยายผลการดำเนินงานไปในด้านไม้ดอก งานพัฒนาและส่งเสริมทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมทั้งได้ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไป ปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง มีพื้นที่รับผิดชอบดำเนินงาน 499 ไร่ ครอบคลุม 7 หมู่บ้าน ประชากรที่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริม จำนวน 380 ครัวเรือน 2,005 คน กิจกรรมที่ทำการส่งเสริมเกษตรกรที่ดังนี้     


1.  งานส่งเสริมพืชผัก  ได้แก่ ถั่วลันเตาหวาน บร็อคโคโลนี บร็อคโคลี่ ต้นหอมญี่ปุ่น ผักกาดหวาน มะเขือเทศโครงการหลวง

      มะเขือเทศเชอรี่แดง เฟนเนล พริกหวานสีเขียว และพริกหวานสีเหลือง

2.  งานส่งเสริมไม้ดอก ได้แก่ ส่งเสริมการปลูกไม้ดอกเบญจมาศที่สำคัญของมูลนิธิโครงการหลวง

     ดอกแคลล่าลิลี่ดอกอะกาแพนทัส ดอกคาร์เนชั่น ปัจจุบันมีการผลิตไม้กระถาง  มีงานผลิตและสาธิตการผลิตวานิลลา

3.  งานส่งเสริมไม้ผล ได้แก่ งานส่งเสริมองุ่นดำไม่มีเมล็ด และกีวี่ฟรู๊ท
4.  งานส่งเสริมการปลูกชาจีน และการแปรูปชาจีน

 

ศูนย์ฯ ขุนวาง ได้ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ จนสามารถลดพื้นที่การบุกรุกป่าจากอดีตซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ส่วนมากจะปลูกกะหล่ำปลีใช้พื้นที่กว่า 333 ไร่ เมื่อทางศูนย์ฯ ขุนวางได้ส่งเสริมเกษตรกร โดยเปลี่ยนมาปลูกผักในโรงเรือนทำให้สามารถลดพื้นที่เพาะปลูกได้ถึงร้อยละ 80% สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากขึ้นจนสามารถเลี้ยงชีพด้วยตนเองได้

นอกจากนี้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางมีบ้านพัก แคมป์ไฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้ให้บริการสำหรับผู้ที่จะเดินทางมารับการเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร วิถีชีวิตชนเผ่า และเยี่ยมชมธรรมชาติในพื้นที่

 

 


 

 

 ตำบลแม่วิน  อำเภอแม่วาง  จังหวัดเชียงใหม่

 

 


 

เป็นภูเขาที่มีความลาดชันค่อนข้างสูง สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
ประมาณ 1,250 เมตร ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย มีค่า pH ที่ 5.5 – 6

 

 


 

อุณหภูมิสูงสุด 33 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิต่ำสุด 1 องศาเซลเซียส  ปริมาณน้ำฝน 1,090 มิลลิเมตร/ปี ฝนจะเริ่มตกตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน

 


 

ประกอบด้วยเผ่าม้ง 916 คน และเผ่ากะเหรี่ยง 633 คน รวม 1,549 คน ในพื้นที่ 46.88 ตารางกิโลเมตร 7 หมู่บ้าน นับถือศาสนาพุทธ  คริสต์มากที่สุด และมีบางส่วนนับถือผี

 

 

 


 

 

จากเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่-ฮอด ถึง อง สันป่าตองเลี้ยงขวาบริเวณแยกบ้านกาด เข้าทางหวงหมายเลข 1013 สันป่าตอง-แม่วาง รวมระยะทาง ประมาณ 110 กิโลเมตร

 

 



 


 

เพื่อการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้แก่เกษตรกรชาวเขา ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี
เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รักษาป่าและแหล่งต้นน้ำ
เพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ห่างไกลยาเสพติด

 


 

 

 

งานทดสอบสาธิต ผักแปลกใหม่ได้แก่ บร๊อคโคโลนี   เบบี้ปวยเหล็ง ไม้ผล ได้แก่ องุ่นไร้เมล็ด พีช พลับ และกีวี่  ไม้ดอก ได้แก่ เบญจมาศ คาร์เนชั่น อะกาแพนทัส   คาล่าลิลี่  ไม้กระถาง และวานิลลา

 

 

 


 

 

 

 

                จากการปฏิบัติงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ในปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมานั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและสามารถส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่กว่า  รายเป็น 240 ราย รายการที่มีการส่งเสริม ได้แก่ งานส่งเสริมไม้ดอกจำนวน 3 ชนิด งานส่งเสริมไม้ผลจำนวน 6 ชนิด งานส่งเสริมการปลูกผักจำนวน 13 ชนิด ทำให้เกษตรกรรายใหม่ที่เข้ารับการส่งเสริมจากทางศูนย์ฯ มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามทางศูนย์ฯ ยังคงมุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพผลผลิต จึงได้มีการปลูกพืชในระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งเป็นการปลูกพืชในระบบกลุ่ม ที่ง่ายในการบริหารจัดการและการลงทุน รวมทั้งยังมีการนำร่องการเพาะปลูกภายใต้มาตรฐาน     
                ในด้านการทดสอบและสาธิตภายในศูนย์ฯ มีไม้ดอกจำนวน 7 ชนิด ไม้ผลจำนวน 2 ชนิด การเลี้ยงสัตว์จำนวน
3 ชนิด และวานิลลา 1 ชนิด มีผู้ให้ความสนใจติดต่อขอเข้าชมเป็นจำนวนมาก ทางศูนย์ฯ จึงได้จัดทีมวิทยากรเพื่อให้ความรู้และคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง  ด้านงานพัฒนาสังคมและงานส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มมีการดำเนินงานด้านกิจกรรมกลุ่มต่างๆทั้งหมด 5 กลุ่มสมาชิกรวม 409 คน การดำเนินงานกิจกรรมฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีทั้งสิ้น จำนวน 3 กิจกรรม รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด 106 ไร่ คิดเป็นจำนวนชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ 500 ราย ซึ่งงานพัฒนาสังคมฯ และงานกิจกรรมฟื้นฟูอนุรักษ์ฯ ทางศูนย์ฯ ก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดีเช่นกัน